Monthly Archive:: July 2017

อาหารช่วยบำรุงสายตา

ดวงตา ถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เพราะเป็นอวัยวะที่ใช้สื่อความหมายและใช้มองสิ่งรอบข้างรอบๆตัว เพราะในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีการใช้สายตาที่หนักเกินไป อาจจะเป็นการนั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จ้องหน้าจอมือถือหรือดูทีวีเป็นเวลานาน กิจวัตรเหล่านี้จะทำให้สายตาของเราเหนื่อยล้าอาจจะทำให้ตาพร่ามัว ปวดตา ในเมื่อดวงตาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจึงต้องรู้จักการใช้ดวงตาอย่างถนุถนอมและต้องบำรุงดวงตาของเราให้อยู่ได้นาน ด้วยการกินอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา อาหารที่ช่วยบำรุงสายตา 1.พริกหยวก อุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี ซึ่งวิตามินเอนั้นจะช่วยบำรุงสายตา และวิตามินซีช่วยป้องกันต้อกระจก และในพริกหยวกยังมีวิตามินบี 6 ลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน และไลโคปีน ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์กับดวงตาของเรา 2.แครอท อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ที่ล้วนแล้วแต่ดูแลดวงตาทั้งสิ้น ช่วยบำรุงให้กระจกตาใส ป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืนได้ เสริมสร้างการทำงานของจอประสาทตา 3.ตำลึง มีคุณค่าทางอาหารสูง มีสารอาหารเบต้าแคโรทีนที่ดีที่สุด ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันการเกิดต้อกระจกในดวงตา 4.ผักใบเขียว

ประโยชน์ของวิตามิน

วิตามิน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยดีเพราะในสมัยนี้ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกายของเราเท่านั้นที่เราจะต้องคอยเอาใจใส่ ไหนจะต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การใช้ชีวิตประจำวัน และอีกอย่างที่เราควรให้ความสำคัญเพื่อช่วยดูแลทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิว คือ วิตามินอาหารเสริม วิตามินคือสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่มากนักในแต่ละวันเพื่อการเจริญเติบโต และการสร้างพลังงานของทุกเซลล์ในร่างกาย เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและให้มีสุขภาพที่ดี เราจำเป็นต้องได้รับวิตามินไม่ว่าจากอาหารที่เราทานหรือวิตามินอาหารเสริม วิตามินจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือแบบละลายในน้ำได้ จะเป็นวิตามินบีและซี กับแบบที่ละลายในน้ำไม่ได้จะเป็น วิตามินเอ ดี อี เค ทีนี้เราจะดูกันว่าวิตามินมีประโยชน์อย่างไร 1.วิตามินเอ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยบำรุงสายตา สร้างภูมิต้านทานในระบบหายใจลดการอักเสบของสิวและลบเลือนจุดด่างดำ 2.วิตามินบี1 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทหัวใจ และกล้ามเนื้อ เพิ่มการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ถ้าขาดจะเหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวและเหน็บชาตามมือตามเท้า 3.วิตามินบี2 ช่วยในการเผาผลาญไขมันในกรดอมิโนทริปโตฟาน ทั้งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสีที่เรตินาของลูกตา

อาหารที่ควรทานระหว่างมีประจำเดือน

เรื่องประจำเดือนกับผู้หญิงนั้นเป็นของคู่กันและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจะต้องเป็นทุกเดือนเป็นการถ่ายเลือดเสียออกจากร่างกาย และในระหว่างที่ผู้หญิงเป็นประจำเดือนนี้จะไม่ค่อยสบายตัวมีอาการมากมายหลายอย่างที่ทำให้อารมณ์แปรปรวน เช่น ปวดท้อง ปวดศรีษะ ปวดหลัง อึดอัด เป็นสิว ท้องอืด ท้องเฟ้อ ในช่วงนี้จะมีอารมณ์ขี้หงุดหงิด แปรปรวน อารมณ์ขึ้นๆลง ซึ่งคนที่อยู่ใกล้อาจจะโดนเหวี่ยงวีนได้ง่าย แต่อาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และปัจจัยที่สำคัญข้อหนึ่งคือการรับประทานอาหาร ดังนั้นเราควรเลือกอาหารที่ควรรับประทานระหว่างมีประจำเดือนดังนี้ 1.น้ำ ก็คือน้ำเปล่าที่เราดื่มระหว่างวันกันนี่แหละ การดื่มน้ำถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดีในเรื่องของอาการบวมน้ำ รวมถึงการเติมน้ำให้ร่างกายเพื่อชดเชยการสูญเสียเลือดในช่วงที่มีประจำเดือน ดังนั้นควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 6 – 8 แก้วต่อวัน 2.ผัก ผลไม้เส้นใยสูง ผลไม้ที่อยากแนะนำให้ทานในช่วงที่มีประจำเดือนคือ แอปเปิ้ล องุ่น กล้วย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ในผลไม้พวกนี้จะมีวิตามินซีและน้ำตาลจากธรรมชาติ มีผลทำให้เราผ่อนคลาย อารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่ายอีกทั้งลดอาการปวดเกร็งตามร่างกาย

สุดยอดอาหารบำรุงหัวใจ

สุขภาพแข็งแรงเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นปรารภนา การที่เราจะมีสุขภาพที่แข็งแรง เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การกินอาหารที่มีประโยชน์ ในร่างกายของเรานั้นมีสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ หัวใจ ซึ่งเราจะต้องดูแลและถนอมหัวใจของเราให้แข็งแรง เพราะถ้าหากว่าหัวใจของเรานั้นทำงานบกพร่อง อวัยวะอื่นๆในร่างกายของเราก็จะลดประสิทธิภาพตามลงไปด้วย และหากว่าหัวใจของเราหยุดเต้นแล้วนั่นหมายถึงความตาย ดังนั้น การเอาใจใส่ดูแลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด และวิธีที่ดูแลมีมากมายหลายวิธี แต่เราจะมาแนะนำวิธีดูแลด้วยการกินอาหารบำรุงหัวใจ 1.แอปเปิ้ล เป็นอันดับสองของผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด(รองมาจากแครนเบอร์รี่) การกินแอปเปิ้ลวันละ 1 ลูกจะช่วยให้เราห่างไกลโรงพยาบาล โดยสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ Quercetin ที่อยู่ในแอปเปิ้ลจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและภาวะหลอดเลือดแข็งตัว 2.บลูเบอร์รี่ ผลไม้ชนิดนี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งให้การป้องกันในระดับเซลล์เลยทีเดียว นอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้นอีก และยังช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจอีกทั้งยังช่วยควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ 3.ดาร์กช็อกโกแลต มีสารที่ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดแดง จึงช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตก และช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วย 4.องุ่น มีสารอาหารปกป้องหัวใจมากมาย มีทั้งวิตามินซี บี6 โพแทสเซียม และฟลาวานอยด์ สารอาหารเหล่านี้จะช่วยลดความดันโลหิตให้เป็นปกติ

กินผลไม้แก้อาการท้องผูก

การมีระบบขับถ่ายที่ดีมีส่วนช่วยให้อวัยวะต่างๆของร่างกายของเราทำงานดีขึ้น มีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพราะร่างกายของเรานั้นสามารถดูดซึมสารอาหารได้เป็นอย่างดีและขับถ่ายของเสียออกมาอย่างปรกติ แต่สำหรับหลายคนที่มีอาการท้องผูกเนื่องมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป อาจจะขับถ่ายไม่เป็นเวลา หรือ 2-3 วันไม่ถ่าย แบบนี้คือคนที่มีอาการท้องผูก อาจจะกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพและระบบขับถ่ายอย่างแน่นอน แต่การแก้ปัญหาท้องผูกไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพราะสามารถแก้โดยการกินผลไม้ที่มีไฟเบอร์กากใยอาหารและผลไม้ที่มีวิตามินซีเยอะ จะทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นผลไม้ที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายมีดังนี้ 1.มะละกอสุก มีน้ำย่อยธรรมชาติเรียกว่าเอนไซม์เป็นผลไม้ที่ให้วิตามินและแร่ธาตุกับร่างกายเป็นอย่างมากช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาอาการลักปิดลักเปิดและยังเป็นยาระบายอ่อนๆสำหรับผู้ที่ท้องผูกอีกด้วย 2.ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยระบายโดยธรรมชาติ โดยลูกพรุนจะช่วยในอุจจาระอ่อนนุ่มขับถ่ายออกได้ง่ายขึ้น ในลูกพรุนจะอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยชะลอความแก่ ช่วยบำรุงหัวใจและบำรุงสายตา อีกทั้งยังช่วยเสริมกระดูกและฟันให้แข็งแรงอีกด้วย 3.กล้วยสุก เป็นผลที่นับว่ามีประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นกล้วยพันธ์ไหนก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น กล้วยสุกนอกจากจะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้นสารอาหารในกล้วยยังไปช่วยลดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยปรับระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้น 4.มะขามเปียก ถ้าเกิดอาการถึงขนาดที่ว่าเกือบอาทิตย์แล้วยังไม่ถ่ายมะขามเปียกช่วยได้ ให้ลองดื่มน้ำมะขามเปียกโดยการนำมะขามเปียก 1 ก้อนขนาดพอดีมือต่อน้ำอุ่น 3 แก้ว ให้ดื่มก่อนเวลาเข้านอน 2-3

อาหารบำรุงผมสวยสุขภาพดี

เชื่อว่าใครๆก็อยากมีเส้นผมที่สวยเงางามกันทุกคน แต่เส้นผมของเราจะแตกต่างกันออกไปตามกรรมพันธุ์ บางคนนั้นก็มีผมหนา บางคนผมบาง แต่ไม่ว่าผมของเราจะเป็นแบบไหนก็สามารถทำให้เป็นผมที่สวยสุขภาพดีได้ค่ะ การบำรุงผมสวยไม่ใช่ว่าจะต้องบำรุงกินวิตามิน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ ช่วยบำรุง การกินอาหารเพื่อสุขภาพผมดีนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน แล้วอาหารไหนล่ะที่บำรุงเส้นผมของเราให้สวยมีดังนี้ 1.ปลาแซลมอน ในปลาแซลมอนจะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า – 3 ที่จะช่วยให้ไขมันส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงรากผมของเราได้ดียิ่งขึ้น อย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์ควนทานแซลมอน 100 กรัม 2ครั้งต่อสัปดาห์ จึงจะช่วยให้เส้นผมเงางามโดยไม่ต้องพึ่งการทำทรีตเมนต์ 2.ผักใบเขียว จะช่วยให้ผมของเรานุ่มสวย ผักใบเขียวจะเป็นพวกบล็อกโคลี่ ผักโขม คะน้า ผักบุ้ง ในผักจะอุดมไปด้วยวิตามินเอและซี เมื่อกินเข้าไปแล้วผักใบเขียวเหล่านี้จะไปช่วยสร้างไขมันตามศรีษะ เป็นเหมือนคอนดิชันเนอร์ตามธรรมชาติ 3.พืชตระกูลถั่ว ในถั่วจะมีสารอาหารโปรตีน เป็นการช่วยบำรุงผมให้เงางามและมีน้ำหนัก และนอกจากถั่วจะช่วยเสริมสร้างโปรตีนเพื่อกระตุ้นรากผมให้เจริญเติบโตแล้ว ยังช่วยสร้างธาตุเหล็ก สังกะสี ไบโอตินในปริมาณที่มาก ประโยชน์ของไบโอตินจะช่วยปกป้องเส้นผมไม่ให้เกิดความเปราะบาง

วิธีดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

กาแฟ เป็น เครื่องดื่มที่คนส่วนมากให้ความนิยม และได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของใครหลายๆคน เมื่อความนิยมดื่มกาแฟนั้นเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจร้านกาแฟจึงขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร้านกาแฟโลเกชั่นสวยๆจะได้รับความนิยมอย่างมาก กาแฟนั้นเมื่อดื่มแล้ว จะทำให้เกิดความสดชื่น กระปี้กระเปร่า และจะหายง่วงซึมในขณะที่เรียนหรือทำงาน กาแฟนั้นมีประโยชน์มากมาย เด่นๆคือลดน้ำหนัก ต้านอนุมูลอิสระ แต่การดื่มก็มีโทษเหมือนกัน ดังนั้นเราจะมาแนะนำการดื่มกาแฟอย่างไรให้สุขภาพดี 1.หลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นแหล่งของฟรุกโตส เป็นสาเหตุของเบาหวาน และโรคอื่นๆ 2.เลี่ยงการดื่มกาแฟหลังบ่าย 2 เพราะเมื่อดื่มกาแฟไปแล้วเราจะรู้สึกสดชื่น ทำให้รู้สึกไม่ง่วง จะส่งผลต่อการนอนในคืนนั้นๆ เพราะหากว่าเรานอนน้อยหรือนอนไม่ค่อยหลับก็จะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้ 3.เติมซินนามอน หรือ อบเชย ลงในกาแฟ เป็นการช่วยเสริมรสชาติของกาแฟ ช่วยลดคลอเลสเตอรอล และเบาหวานได้ด้วย 4.เติมโกโก้ลงไปในกาแฟ เพราะในโกโก้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีประโยชน์แล้วยังทำให้รสชาติกาแฟดีขึ้นอีกด้วย 5.ชงกาแฟแบบใช้กระดาษกรอง

ลดน้ำหนัก สาวๆอยากผอมต้องอ่าน

สาวๆทั้งหลายที่หนักอกหนักใจกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นๆ ลดยังไงก็ไม่ลงสักที ต่างหาสูตรหาเทคนิคต่างๆมาช่วย การลดน้ำหนักนับว่าเป็นความพยายามที่สาวๆทั้งหลายต่างก็พยายามแต่ก็ยังลดน้ำหนักไม่ได้ เพราะเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นอาจจะลองวิธีที่ผิด มีความเชื่อแบบผิดๆจึงไม่ประสบความสำเร็จสักที และในบทความนี้เราจะมาแนะนำวิธีที่จะทำให้สาวๆทั้งหลายลดน้ำหนักได้สำเร็จ 1.ให้มีการจดบันทึกประจำวันอาหารที่เรากิน เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้เราควบคุมพฤติกรรมในการกินและยับยั้งการกินอาหารหรือขนมที่ไม่มีประโยชน์ 2.อย่างดทานอาหารเช้า เพราะการทานอาหารเช้านั้นสำคัญมากกับตัวเรามากอาจจะเป็นอาหารเบาๆ แต่ถ้าเรางงดมื้อเช้าจะทำให้มื้อต่อไปเราหิวมากขึ้นและกินแบบไม่ยั้งคิดนอกจะไม่ผอมแล้วยังทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มอีก 3.หลังจากที่เราตื่นนอนควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะการดื่มน้ำจะทำให้ร่างกายของเราสดชื่น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเราดีขึ้น 4.ให้เน้นเลือกกินอาหารและผักผลไม้ที่มีประโยชน์ เพราะในผักผลไม้มีสารอาหารและเส้นใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเรา ทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นและยังสามารถลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว 5.การดื่มนมถือว่าเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งในการลดน้ำหนักได้ เพราะในนมนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามิน และยังช่วยให้เราอิ่มท้องจนไม่อยากกินอาหารอย่างอื่น 6.ควรกินเพื่ออยู่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน คำนี้สาวๆควรท่องให้จำขึ้นใจ เพราะในการลดน้ำหนักนั้นการกินอาหารนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก เพราะหากว่าเราไม่ควบคุมการกินถึงจะออกกำลังกายอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ลดลง 7.ชาเขียว ถือว่าตัวช่วยสำคัญในการลดน้ำหนักเหมือนกัน เพราะในชาเขียวมีตัวช่วยในเรื่องการเผาผลาญแคลอรี่ และอย่างน้อยควรดื่มให้ได้ 2 – 3 แก้ว 8.ออกกำลังกาย เพราะจะได้เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดน้ำหนัก

ผู้หญิง 30+ ควรรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินในผู้หญิงหรือที่เรียกว่าโรคอ้วน เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อจิตใจของทุกคนที่มีปัญหานี้อยู่ ไม่ว่าจะในยุคสมัยไหนๆผู้หญิงจะให้ความสนใจในเรื่องการลดน้ำหนักและการควบคุมอาหารกันอยู่เสมอ อาจจะประสบผลสำเร็จบ้างและบางคนยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ผู้หญิงยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งลดน้ำหนักยากยิ่งเข้าสู่เลข 30+ ต้องทำใจและต้องพยายามกว่าเดิม เพราะโครงสร้างภายในของคนอายุ 30 ปีขึ้นไปจะต่างจากคนที่อายุ 20 – 30 ปี เพราะผู้หญิงเราหากอายุ25 ปีขึ้นไป ระบบเผาผลาญในร่างกายจะลดลง หากเรานั้นไม่ค่อยได้ใช้ร่างกายหรือไม่ออกกำลังกายก็จะทำให้เกิดไขมันสะสมตามท้อง ตามต้นขา เอว หรือแม้แต่คนที่ผอมอยู่แล้วเมื่อมีอายุมากขึ้นจากผิวที่เคยตึงก็จะเริ่มยืดหยุ่นไม่กระชับเหมือนเดิม ดังนั้นในบทความนี้จึงมีเทคนิคดีดีมาแนะนำผู้หญิงวัย 30+ ดังนี้ 1.ออกกำลังกายอย่างเดียวไม่เพียงพอ การออกกำลังกายแน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของเราอย่างแน่นอน แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นการออกกำลังกายอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแต่เราจะต้องควบคุมการกินควบคู่ไปด้วย โดยเน้นทานแค่ร่างกายต้องการเพราะหากทานมากไปจะเกิดไขมันสะสม หากทานน้อยเกินไปร่างกายของเราก็จะเก็บไขมันไว้ใช้งานอยู่ดี ดังนั้นควรกินต่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป 2.การลดน้ำหนักจะเห็นผลช้ากว่าตอน 20 ต้นๆ ผู้หญิงวัย 30+ ควรทำใจเรื่องนี้เพราะการลดน้ำหนักในวัยนี้จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป จะไม่รวดเร็วเหมือนตอนที่เราอายุ20ต้นๆ