5 เทรนด์เทคโนโลยี ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเราในปี 2018

เทคโนโลยี จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตพวกเราได้เช่นไร ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสาร การมีความสัมพันธ์ความเชื่อ การหาข้อมูลสำหรับซื้อ-ขายของ และสร้างประสบการณ์สมจริงสมจังให้ตนเอง ซึ่งสิ่งพวกนี้ทำให้อีกทั้งฝั่งแบรนด์รวมทั้งลูกค้าต่างจำต้องปรับนิสัยแนวความคิดรวมทั้งการใช้ชีวิตกันเป็นการใหญ่

1.ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างด้วยตัวเอง (From Human Touch to Human Less)
ด้วยเหตุว่าการลดต้นทุน ปัญหาตลาดแรงงาน แล้วก็การทำงานที่มีคุณภาพ ทำให้หลายบริษัทหันมาใช้เทคโนโลยีสำหรับเพื่อการทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ แอปลิเคชั่น รวมทั้งโดรน เป็นต้น ทำให้คนซื้อไม่จำเป็นที่จะต้องพบบุคลากรที่ให้บริการ รวมทั้งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนถึงจบ ดังเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่มีบุคลากร ได้ใช้เทคโนโลยีสำหรับเพื่อการสแกนผลิตภัณฑ์ เก็บตังค์ รวมทั้งนำของใส่ถุงให้ลูกค้าอัตโนมัติหรือ ท่าอากาศยานประเทศสิงคโปร์ Terminal T4 ที่ไม่ใช้บุคลากรดำเนินการแล้ว ผู้โดยสารทำเองหมด ตั้งแต่โหลดกระเป๋าใหญ่เพื่อใส่ท้องเครื่อง สแกนหนังสือเดินทาง เอ็กซ์เรย์กระเป๋าประจำตัว ขึ้นเครื่อง ทุกสิ่งใช้ Machine ทั้งปวงเป็นที่แรกในโลก รวมทั้งอีกหลายโฮเต็ล ที่ให้คนซื้อสามารถเช็คอิน เช็คเอาท์เองอัตโนมัติ

ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้ใช้จำนวนมากก็รู้จักกับการ Self Service รวมทั้งถูกใจที่จะควบคุมทุกๆอย่างด้วยตัวเองเยอะขึ้นมนุษย์หรือบุคลากรก็เลยไม่ใช่ Touchpoint ของผู้ใช้อีกต่อ ในอนาคตเมื่อผู้ซื้อทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างด้วยตัวเองService mind บางทีอาจไม่ใช่จุดขาย สิ่งที่แบรนด์จำเป็นต้องเอาใจใส่เป็น ทำทุกสิ่งให้เร็ว รวมทั้งตอบปัญหาสิ่งที่ลูกค้ามองหา

2.คนซื้อจะเชื่อคอมพิวเตอร์อัจฉริยะมากเพิ่มขึ้น (From Word of Mouth to Word of Mouse)
ก่อนหน้านี้การตลาดแบบปากต่อปากเอาแต่ได้ผลเสมอ เนื่องจากว่าคนซื้อไม่เชื่อในสิ่งที่แบรนด์บอก แม้กระนั้นจะเชื่อสิ่งที่คนซื้อร่วมกันบอก แม้กระนั้นปัจจุบันนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคแปรไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็มอง Monitor ตนเองทุกๆอย่าง เดินกี่ก้าว หลับลึกกี่ชั่วโมง ทำให้คนซื้อเริ่มรู้จักกับการหันมาเชื่อเทคโนโลยีมากเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีความฉลาด เก็บข้อมูลได้อย่างเที่ยงตรง และก็ Real time อย่างที่สมองมนุษย์ทั่วๆไปประเมินผลมิได้

ตัวอย่างเช่น เตียงอากาศ (air bed) ที่ใช้เทคโนโลยีสำหรับเพื่อการติดตามกิจกรรมระหว่างวันของผู้ใช้ เพื่อพิจารณามวลกล้าม การเต้นของหัวใจ มาปรับความแน่นของเตียงให้เหมาะสมกับกิจกรรมในทุกวัน เพื่อผู้ซื้อหลับลึก แล้วก็หลับ ดียิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีพวกนี้จะข้อเสนอแนะว่าคุณเหมาะสมกับอะไร ทำให้ผู้ช่วยอัจฉริยะมีหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะ Human Influencer จะเบาๆลดหน้าที่ลง

3.เปลี่ยนแปลงโปรโมทแบบเรียบเป็นประชาสัมพันธ์ที่เล่นได้ (From Plain to Play Content)
เมื่อวิถีความศรัทธาของคนซื้อแปรไป ประชาสัมพันธ์ก็ยากที่จะ Engage ผู้ซื้อได้ ถ้าหากดูคนรอบข้างให้ดี จะพบว่าผู้ที่เล่นโทรศัพท์มือถือส่วนมากนั้น ไม่เล่น Facebook ช้อปปิ้ง หรือแชท ก็เล่นเกม สติถิการเล่นเกมส์ผ่านมือถือของผู้ซื้อนั้น เติบโตเฉลี่ยราวๆ 15% ต่อปี โดยปัจจุบันนี้คนประเทศไทยมีผู้เล่นเกมส์ราวๆ 20 ล้านคน ส่วนมากเล่นผ่านมือถือ ใช้เวลาเฉลี่ยโดยประมาณ 3 ชั่วโมง ต่อวัน นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการกระทำใหม่ๆของผู้ใช้เป็นการเสพ Contentในแบบอย่างเกมส์ หรืออะไรที่ Playful

แบรนด์ก็เลยจำเป็นต้องทำประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนซื้อรู้สึกผิดแออัด รวมทั้งมากับความเพลิดเพลิน อย่างเช่น ไนกี้ออกแอปพลิเคชั่นชื่อว่า ไนกี้ Challenge โดยผู้เล่นสามารถอวดเพื่อนฝูงได้ว่าวันนี้วิ่งไปมากแค่ไหนรวมทั้งChallenge เพื่อนพ้องให้มาแข่งขันกันได้ เป็นการเล่นเกมส์ โดย Engage แบรนด์ไนกี้เข้ามาในเกมส์อย่างแนบเนียนในแวดวงเกมส์เซเลบริตี้ ไม่ใช่ศิลปินหรือคนดัง แต่เป็นตัวละครหลวงเกมส์ ทำให้ถูกจัดมาเป็นการชิงชัยกีฬาชนิดหนึ่งเรียกว่า Esport โดยสมาคมกีฬาใหญ่ๆดังเช่นว่า Manchester city ต่างหันมาช่วยเหลือ Esport เนื่องจากว่าสถิติการดูกีฬา Traditional sport ไม่ว่าจะเป็น NFL, Olympic หรือ Premier league มีรูปทรงลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนแบบใหม่ที่หันไปนิยม Esport มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการเกิดแบบธุรกิจใหม่ๆไม่ว่าจะเป็น Esport barหรือ ต้นแบบ Sponsorship ที่หลายแบรนด์เริ่มหันมาไตร่ตรองเป็น sponsor การประลองวีดีโอเกมส์ หรือ Esportมากยิ่งขึ้น ทำให้คนซื้อจะ Engage กับ Game content กรรมวิธี Promote brand จะผ่านเกมส์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุกสนาน รวมทั้งท้ามากยิ่งขึ้น

4.ทุกๆที่บนโลกสามารถเป็นดิสเพลแสดงผลิตภัณฑ์ได้ (From Store to Stream)
เดี๋ยวนี้ลูกค้าใช้เวลามองการไลฟ์วิดีโอมากยิ่งกว่าวิดีโอแบบทั่วๆไปถึง 3 เท่า แล้วก็ส่งผลตรวจกล่าวว่ามีผู้ใช้Facebook Live สูงถึง 2 พันล้านคนต่อเดือน ฉะนั้น ไม่ว่าคุณมีผลิตภัณฑ์ชนิดใดก็ตาม อีกทั้งแฟชั่นโชว์ บ้าน หรือที่สวนผลไม้ รีบแปลงดิสเพลการโชว์ผลิตภัณฑ์แบบเดิมๆให้เปลี่ยนดิสเพลที่ขยับเขยื้อนได้ ด้วยการ Livestream หรือสร้างประสบการณ์ที่สมจริงสมจัง ดังเช่น IKEA ที่มีแอปพลิเคชั่นให้คนซื้อนำผลิตภัณฑ์หลายแบบมาทดลองวางในห้อง ซึ่งลูกค้าได้ประสบการณ์สดว่าห้องจะมองยังไงกับเครื่องเรือนชิ้นนั้นก่อนที่จะทำการตัดสินใจซื้อ หรือแบรนด์เครื่องสำอางค์อย่าง Yves Saint Laurent ใช้ AR เพื่อสแกนหน้าลูกค้า ให้ทดลองเครื่องสำอางค์ได้หลายๆแบบ สร้างประสบการณ์สดว่าใบหน้าพวกเราจะคืออะไรกับเครื่องสำอางค์สีต่างๆโดยเหตุนั้นProduct ดีสิ่งเดียวไม่เพียงพอกระบวนการพรีเซนต์ที่ Convince เชื่อถึงความ Real Price ไม่ต้องถูก ตราบเท่าที่พวกเราสามารถทำให้คนซื้อมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับผู้ซื้อระดับเฉพาะผู้เดียว

5.ดำเนินชีวิตบนโลกเปรียบเสมือนจริงเพิ่มมากขึ้น (From Actual to Virtual)
เมื่อพวกเรารู้จักกับการใช้แอปฯ หรือการเชื่อเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น Self service ขั้นถัดมาเป็น การหันไปติดต่อสื่อสารผ่านหน้าหน้าจอ รวมทั้ง Digital Human ในอนาคตอันใกล้ลูกค้าจะติดต่อกับ Chatbot เพิ่มมากขึ้น เพราะว่าสามารถโต้ตอบแล้วก็ให้ความให้การช่วยเหลือกันได้โคนลดเวลา นอกนั้น ที่ประเทศญี่ปุ่นออก Gatebox ที่ให้มนุษย์ดำเนินชีวิต Virtual ร่วมกับ Character ที่ชอบพอ รวมทั้งธุรกิจ Virtual ต่างๆเป็นต้นว่า Lunch กับ Virtual character ที่โต้กลับได้เหมือนทานข้าวกับคนจริงๆเด็กรุ่นใหม่จะเคยชินกับการติดต่อสื่อสารกับ Virtual หรือหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากว่า Human Less Technology ที่สำคัญการติดต่อสื่อสารกับหุ่นยนต์จะความรู้สึกด้านบวก เนื่องจากถูกปรับปรุงมาแม้กระนั้นอารมณ์ด้านบวกแค่นั้น ก็เลยทำให้มนุษย์กระปรี้กระเปร่ารวมทั้งตกหลุมรัก ซึ่งการอยู่ร่วมกันของVirtual หุ่นยนต์ หรือการคุยกันผ่าน Chatbot ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว

“จากทั้งยัง 5 ข้อนี้ เทรนด์ที่มีลักษณะท่าทางจะกำเนิดในประเทศไทยได้มากที่สุดเป็น From Plain to Play Contentแล้วก็ From Store to Stream ซึ่งทุกความเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ ทำให้นักการตลาดจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางสำหรับเพื่อการเข้าถึงผู้ใช้ในรูปแบบใหม่ เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีหน้าที่กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น นักการตลาดก็เลยจะต้องให้ความใส่ใจกับความประพฤติปฏิบัติ รวมทั้งกิจกรรมของคนซื้อ แล้วก็เลือกลงทุนกับเทคโนโลยีที่เป็น‘คอมพิวเตอร์’ เยอะขึ้นเรื่อยๆ ที่จะตอบสนองสิ่งที่มีความต้องการของผู้ใช้แบบปัจเจกชนได้อย่างยิ่งสุด เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หุ่นยนต์ (Robotics) เทคโนโลยีข้อเท็จจริงเสมอเหมือน (Virtual Reality) ซึ่งจะแปลงเป็นการเข้าถึงข้อมูลหรือ Touch point ที่สำคัญของคนซื้อ รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสินค้า บริการรูปแบบใหม่ๆเยอะมากในอนาคต” คุณสรินพร กล่าวตบท้าย